วีดีโอวันสุนทรภู่54

1 ก.ย.

วีดีโอการแสดงของนักเรียนชั้น ม.5  โรงเรียนส้มป่อยพิทยาคม

 

ประวัติสุสาคร

30 ส.ค.

พระอภัยมณี เป็นวรรณคดีชิ้นเยี่ยมเล่มหนึ่งของไทย ผลงานชิ้นเอกของพระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประพันธ์ขึ้นเป็นนิทานคำกลอนที่มีความยาวมากถึง 94 เล่มสมุดไทย เมื่อพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ จะมีความยาวกว่าหนึ่งพันสองร้อยหน้า ระยะเวลาในการประพันธ์ไม่มีการระบุไว้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าสุนทรภู่เริ่มประพันธ์ราวปี พ.ศ. 2364-2366[1] และแต่งๆ หยุดๆ ไปตลอดเป็นระยะ สิ้นสุดการประพันธ์ราว พ.ศ. 2388 รวมเวลามากกว่า 20 ปี

อ่านเพิ่มเติม

ประวัติสุโขทัย

30 ส.ค.
 

 
ประวัติศาสตร์ก่อนสมัยสุโขทัย
ความเป็นมาและเหตุการณ์สำคัญ

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

การปกครองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
การทหารของไทยสมัยสุโขทัย
พระมหากษัตริย์องค์สำคัญ
กำเนิดลายสือไทย
ศิลาจารึก

ไตรภูมิพระร่วง

ประวัติจังหวัดสุโขทัย
ประวัติอำเภอ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
 

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยสุโขทัย

 



            คำว่าไทย เป็นชื่อรวมของชนเผ่ามองโกล  ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นหลายสาขา เช่น ไทยอาหม ในแคว้นอัสสัม ไทยใหญ่  ไทยน้อย  ไทยโท้ ในแคว้นตั้งเกี๋ย  อุปนิสัยปกติมักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักสันติ และความเป็นอิสระ
            ความเจริญของชนชาติไทยนี้ สันนิษฐานว่า มีอายุไร่เรี่ยกันมากับความเจริญของ ชาวอียิปต์บาบิโลเนีย  และอัสสิเรียโบราณ ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญมาก่อนจีน
และก่อนชาวยุโรป ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพวกอนารยชนอยู่ เป็นระยะเวลา ประมาณ ๕,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว  ที่ชนชาติไทยได้เคยมีที่ทำกินเป็นหลักฐาน  มีการปกครองเป็นปึกแผ่น และมีระเบียบแบบแผนอยู่ ณ ดินแดนซึ่งเป็นประเทศจีนในปัจจุบัน
            เมื่อประมาณ ๓,๕๐๐ ปี ก่อนพุทธศักราช  ชนชาติไทยได้อพยพข้ามเทือกเขาเทียนชาน  เดินทางมาจนถึงที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ ณ บริเวณต้นแม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำแยงซีเกียง และได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ บริเวณที่แห่งนั้น  แล้วละเลิกอาชีพเลี้ยงสัตว์แต่เดิม  เปลี่ยนมาเป็นทำการกสิกรรม ความเจริญก็ยิ่งทวีมากขึ้น  มีการปกครองเป็นปึกแผ่น และได้ขยายที่ทำกินออกไปทางทิศตะวันออกตามลำดับ อ่านเพิ่มเติม

ประวัติวันสุนทรภู่

30 ส.ค.

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่

<!–

//–>

สุนทรภู่
สุนทรภู่

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pantip.com โพสต์โดย คุณนายรถซุง

          ถ้าเอ่ยชื่อ “สุนทรภู่” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง “พระอภัยมณี” จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม  หรือ “มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์” หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย” และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “วันที่ 26 มิถุนายน” ของทุกปีคือ “วันสุนทรภู่” ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ “วันสุนทรภู่” ให้มากขึ้นค่ะ…

ชีวประวัติ “สุนทรภู่”

          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

          “สุนทรภู่” ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

          ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป 

          หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย 

          จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น “ขุนสุนทรโวหาร”

          ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “สังข์ทอง” ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง “สวัสดิรักษา” ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ “พ่อตาบ

          “สุนทรภู่” รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย 

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสุนทรโวหาร” ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า “ห้องสุนทรภู่” 

          สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ”พ่อพัด” เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน “พ่อตาบ” เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ “พ่อนิล” เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ “พ่อกลั่น” และ “พ่อชุบ” อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า “ภู่เรือหงส์”

ผลงานของสุนทรภู่

          หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ 

          – นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) – แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง 

          – นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) – แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา 

          – นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) – แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา 

          – นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) – แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง 

          – นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) – แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา 

          – นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา 

          – รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) – แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น “รำพันพิลาป” จากนั้นจึงลาสิกขาบท 

          – นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี 

          – นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) – แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

          เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ

พระอภัยมณี
พระอภัยมณี

สุดสาคร
สุดสาคร

 

ไก่ชนไทย

30 ส.ค.
 
ไก่ชนไทยก็คือ

 

          ไก่พื้นเมืองไทยที่มีเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ในชนบททุกหมู่บ้านทุก        

 

ครัวเรื่อนทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชื่อในทางวิทยาศาสตร์ได้

 

จัด หมวดหมู่ไก่พื้นเมืองไทย(Domestie Fowl)ไว้ดังนี้

 

Order Galliformes,Famil Phasianidae,Class Aves

 

ข้อดีของไก่พื้นเมืองไทย คือเป็นไก่ที่มีสายพันธุ์ดีแข็งแรงอดทน

 

มีภูมิต้านทานต่อโรค สามารถฟักไข่เองเลี้ยงลูกได้เองหาอาหาร

 

เลี้ยงตัวเองได้เก่งคนไทยจึงนิยมเลี้ยงไว้เพื่่่่่อเป็นอาหารในครัว

 

เรือน และบางตัวมีรูปร่างสีขนสวยงามก็เลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความ

 

เพลิดเพลินหากตัวไหนมีลักษณะเชิงชนเก่ง ก็จะเลี้ยงไว้ในเกม

 

กีฬาชนไก่ชนไทยจึงยืนหยัดอยู่คู่คนไทยมาช้านาน ไก่พื้นเมือง

 

ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นตระกูลไก่ทีนำ

 

ไปเลี้ยงทั่วโลกดังนั้นวัฒนธรรมการเลี้ยงไก่พื้นบ้านของคนแถบ

 

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีมาช้านานรวมถึงวัฒนธรรม

 

การชนไก่ ก็มีมาพร้อมๆกันโดยได้พบหลักฐานภาพแกะสลักบน

 

หินรอบปราสาทนครวัดของขอมเมื่อ 1,000ปีมาแล้วและยังได้

 

พบภาพเช่นเดียวกันนี้ที่ปราสาทนครทมซึ่งมีอายุประมาณ800ปี

 

ซึ่งเป็นหลักฐานว่าได้มีการเล่นชนไก่มามากกว่าพันปีแล้ว ส่วน

 

ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึกไว้ว่าพระนเรศวรมหาราชได้ทรง

 

ชนไก่ชนะพระมหาอุปราชาแห่งประเทศพม่าเมื่อสี่ร้อยปีมาแล้ว

 

โดยมีภาพเขียนรูปพระนเรศวรชนไก่กับพระมหาอุปราชาที่วัด

 

สุวรรณดารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบันทึกใต้ภาพว่าปีพ.ศ.2121

 

เมื่อเร็วๆนี้ที่วัดท่ามะปรางจังหวัดพิษณุโลกได้ขุดพบพระรูปพระ

 

นเรศวรอุ้มไก่เป็นดินเผาขนาดหน้าตัก7นิ้วสูง9 นิ้วพบที่ฐาน

 

เจดีีย์ทรงลพบุรีซึ่งกรมศิลปกรได้สันนิษฐานว่าอายุราวกรุงศรีอยุ

 

ธยาตอนปลายคือประมาณ200 ปีซึ่งเป็นการยืนยันประวัติการ

 

ชนไก่ของพระนเรศวรมหาราชประเพณีและวัฒนธรรมการชนไก่

 

ของคนไทยได้สือทอดกันมานานดังคำคล้องจองที่กล่าวกันในหมู่

 

คนไทยในชนบทว่า”เสร็จจากการทำนากัดปลาชนไก่ชกมวย

 

และ การแข่งเรือยาวมรดกภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รักษาการเลี้ยง

 

ไก่ชนการคัดเลือกไก่เก่งการผสมพันธุ์ไก่จึงได้ตกทอดมาสู่ยุค

 

ปัจจุบันดังที่กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญรวบรวมสายพันธุ์ไก่ชน

 

ไทยขึ้นมาได้12สายพันธุ์ในหนังสือลักษณะและมาตรฐานไก่พื้น

 

เมืองไทยปีพ.ศ.2546 คือ1.อุดมทัศนีย์ไก่เหลืองหางขาว

 

2.อุดมทัศนีย์ไก่พระนเรศวร  3.อุดมทัศนีย์ไก่ประดู่หางดำ

 

4.อุดมทัศนีไก่ประดู่เลาหางขาว5.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว

 

6.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว

 

7.อุดมทัศนีย์ไก่เทาหางขาว8.อุดมทัศนีย์ไก่ทองแดงหางดำ

 

9.อุดมทัศนีย์ไก่นกแดง10.อุดมทัศนีย์ไก่นกกรด11.อุดดมทัศนีย์

 

ไก่ลายหางขาว 12.อุดดมทัศนีย์ไก่ชี สถาณการณ์ไก่ชนไทย

 

ในปัจจุับันนับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะว่ามีการกลายพันธุ์

 

เป็นอันมากเป็นไก่ผสมข้ามพันธุ์บางสายพันธุ์น่าจะสูญพันธุ์

 

ไปแล้ว เพราะว่าไม่พบเห็นในวงการไก่ชนหรือไก่ประกวดสวยงาม

 

ไก่ชนเหลืองหางขาว และไก่ชนนเรศวรนับว่าได้รับการอนุรักษ์

 

จากภาคเอกชนมากส่วนไก่ประดู่หางดำประดู่แสมดำและประดแข้ง

 

เขียวตาลายจึงนับว่าไก่ชนไทยมี12สายพันธุ์แต่ยังมอีกหลายสาย

 

พันธุ์ที่แบ่งย่อยออกไปในแต่ละสายพันธุ์นอกจากนี้ทางราชการ

 

ยังไม่มีพระราชบัญญัติอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไทยมาคุ้มครองปล่อยให้

 

การนำสายพันธุ์ไก่ชนจากต่างประเทศเข้าผสมข้ามสายพันธกับไก่

 

ชนไทยยิ่งเพิ่มศักยภาพการกลายพันธุ์ของไก่ชนไทยสูงยิ่งขึ้น

 

ไก่ชนที่นำเข้ามามี ไก่ชนเวียดนาม ไก่ชนบราซิล และไก่ชนพม่า

 

นอกจากนี้เมื่อมีการระบาดไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546จนถึง

 

ปัจจุบัน ได้ทำลายไก่ชนของประเทศไทยเป็นอันมากทั้งตายด้วย

 

โรคไข้หวัดนกและด้วยวิธีฆ่าตัดตอนการระบาดจึงทำให้สภาพของ

 

ไก่ชนไทยขณะนี้อยู่ในระยะอันตรายที่จะสูญพันธุ์ในบางสายพันธุ์

 

ซ้ำยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลที่จะหาวัคซีนมาเพื่อ

 

ป้องกันไข้หวัดนกเพื่ออนุรักษ์ไก่ชนไทยในกีฬาชนไก่ยังมการควบ

 

คุมสนามชนและเวลาชนก็มีน้อยวันในหนึ่งปีจึงทำให้จำนวนไก่ชน

 

ลดลงไปเรื่อยๆซ้ำร้ายยังไม่มีการสนับสนุนการตลาดซื้อขายใน

 

ประเทศและต่างประเทศซึ่งนิยมไก่ชนไทยเช่นประเทศอินโดนีเซีย

 

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศมาเลเซียส่วนข้อดีในสถาณการณ์

 

ปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อขอความช่วย

 

เหลือจากทางวิชาการจากทางราชการภาคเอกชนบางแห่ง

 

ได้พิมพ์หนังสือและวารสารไก่ชนออกมาจำหน่ายเป็นรายปักษ

 

และรายเืดือนหลายฉบับด้วยกันนับว่าเป็นแหล่งแสดงความคิด

 

เห็นและแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาไก่ชนไทยด้วย

 
 
 
ไก่ชนพระนเรศวร
 
ความเป็นมาไก่ชนพระนเรศวรมหาราช เป็นไก่ชนตามประวัติื

 

ศาสตร์ที่ปรากฎอยู่ในพงศาวดารเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

ทรงพำนักอยู่ในประเทศพม่า พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาว

 

ไปจากเมืองพิษณุโลกเพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา

 

เป็นไก่ที่มีลักษณะพิเศษ มีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้จึงชนชนะ

 

จนได้สมญาว่า “เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง”ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์

 

จังหวัดพิษณุโลก ได้ทำการค้นคว้าและทำการส่งเสริมเผยแพร่

 

โดยจัดทำการประกวดครั้งแรกเมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ และ

 

ในปี ๒๕๓๔ ได้จัดตั้งชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช

 

ขึ้นที่ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกโดยได้รับการ

 

สนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก

 

จนถึงปี ๒๕๔๔ ได้จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรขึ้น

 

ทุกอำเภอรวม ๑๒ กลุ่ม

 

 

รูปพระองค์ดำตอนเด็กกับไก่ชน

 

 

รูปภาพการชนไ่ก่ของพระนเรศวร

 

 

CockFightingPalace

 

 

รูปพระนเรศวรอุ้มไก่ชน

 

 

พระนเรศวรอุ้มไก่ชนสมัยอยุธยา

 
พระนเรศวรอุ้มไก่ชนตอนปลายจัด

 

สร้างขึ้นครั้งแลกของเมืองพิษณุ

 

โลกถิ่นพระราชสมภพพระบรมรูป

 

พระนเรศวรอุ้มไก่วัดท่ามะปราง

 

(เงี้ยวที้งปืน)เมืองพิษณุโลกเป็นพระ

 

บรมรูปเนื้อดินเผาสมัยอยุธยาตอน

 

ปลายขนาด๗นิ้วขุดพบใต้ฐานพระ

 

ปรางค์วัดท่ามะปรางขณะปรับพื้่นที่

 

่ขยายกำแพงแก้วทำการก่อสร้าง

 

อุโบสถหลังใหม่เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

 

พระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยาลพบุรี

 

พร้อมศิลปวัตถุอื่นๆจำนวนมากวัด

 

ท่ามะปรางสันนิษฐานว่าสร้างมาแต่

 

สมัยสุโขทัย จน พ.ศ. ๒๔๑๗

 

ได้ถูกแม่น้ำน่านกัดเซาะพระเจดีย์

 

พังลงน้ำและพบพระพิมพ์ท่ามะปราง

 

เนื้อชินเนื้อดินเผาเป็นจำนวนมาก

 

ในปีพ.ศ.๒๔๑๘ทหารจากมณฑล

 

พิษณุโลก ถูกเกณฑ์ไปปราบกบฏ

 

ฮ่อธงเหลืองที่เวียงจันทน์และพก

 

พระท่ามะปรางติดต้วไปด้วยได้ถูก

 

ทหารเงี้ยวซึ่งเป็นทหารช่วยลบของ

 

พวกฮ่อยิงด้วยปืนแต่ไม่ออกคิดว่า

 

ทหารไทยเป็นทหารผีจึงทิ้งปืนวิ่งหนี

 

เป็นที่มาของคำว่า”พระท่ามะปราง

 

เงี้ยวทิ้งปืนที่มีพุทธคุณเข้มขลัง

 

ที่สุดในสกุลของพระท่ามะปรางของ

 

ประเทศไทย…

 
 

 

ประชาคมอาเซียน

30 ส.ค.
<!–

–>

 
ประชาคมอาเซียน2008
       การประชุมสุดยอดอาเซียนใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว สำนักข่าวแห่งชาติ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของอาเซียน โดยล่าสุด โครงการอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายเรื่อง “สู่ประชาคมอาเซียน 2015” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา โดยมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เป็นองค์ปาฐก ร่วมด้วยผู้อภิปรายผู้ทรงคุณวุฒิอีกสามท่านซึ่งได้แก่ อดีตเอกอัครราชทูตกษิต ภิรมย์ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ และรศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว

        การประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ นอกจากจะมีความสำคัญในฐานะวาระแห่งชาติของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นที่จับตามองของต่างชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือภูมิภาคเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งเห็นได้จากการประชุมอาเซ็ม ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมกันของประเทศในเอเชียและยุโรปนั้น มีการให้ความสำคัญอย่างมากในการเจรจานอกรอบของอาเซียน จนเกิดข้อตกลงความร่วมมือ “อาเซียน+3” และ “อาเซียน+6” ขึ้นมา

        ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะเลขาธิการอาเซียน ได้กล่าวว่าในปัจจุบันนี้อาเซียนในฐานะกลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งมีความเข้มแข็งทางการเงิน และมีการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ได้รับความคาดหวัง ว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงิน และได้รับคาดหวังว่ามีความมั่นคง มีเสรี มีสันติภาพ ประเทศในกลุ่มสมาชิกจะต้องหันหน้าเข้าหากันเข้าอกเข้าใจกันในด้านวัฒนธรรม มีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและรุ่งเรืองไปพร้อม ๆ กัน

       ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่กันแบบหลวม ๆ มาถึงสี่สิบปี แต่ในขณะนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เกิด “กฎบัตร” ขึ้นมา ที่จะกลายเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกัน และทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความกลมเกลียวเหนียวแน่นกันมากขึ้น และมีความคาดหวังว่าจะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจการต่อรองอย่างเข้มแข็งอีกด้วย

เสาหลักของอาเซียน

        1. เสาการเมืองลดความขัดแย้ง รุนแรง ไม่ให้อำนาจภายนอกเข้ามารบกวน

        2 เสาเศรษฐกิจ สร้างเป็นตลาดเดียว เป็นประชาคมเศรษฐกิจ มีการไหลเวียนของคนที่มีทักษะการทำงานภายในประชาคมให้ได้

        3. เสาหลักทางสังคม และวัฒนธรรม ที่ต้องมีความเข้าใจและมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน 
เมื่อมีกฎบัตรซึ่งป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันแล้ว ประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งความมุ่งหวังเกี่ยวกับอาเซียนนั้นก็คือ การจะทำให้อาเซียนกลายเป็นประชาคม ภายในปี 2015 ซึ่งแม้ในแง่ของการดำเนินการด้านนามธรรมแล้วดูจะเป็นไปไม่ยากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงอุปสรรคด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่จำเป็นต้อง “สร้าง” เพื่อให้อาเซียนก้าวสู่การเป็นประชาคมได้

            1. จะต้องมีกติกาในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันได้มีการประกาศกฎบัตรอาเซียน ซึ่งถือเป็นธรรมนูญสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้อาเซียนกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียนมีอำนาจการต่อรองเพิ่มมากขึ้น

            2. จะต้องมีการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันในกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ว่าจะในแง่ของภาษา วัฒนธรรม และการเมืองการปกครองภายในประเทศ ซึ่งอาเซียนมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกมีการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน และยังจำเป็นต้องมีการบูรณาการวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันมากกว่านี้

            3. จะต้องดำเนินการเพื่อให้ช่องว่างของความแตกต่างในประเทศสมาชิกแคบลง ซึ่งจริง ๆ แล้วในปัจจุบัน สภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศสมาชิกของอาเซียนนั้นยังมีช่องว่างที่กว้างอยู่มาก จนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้พร้อม ๆ กันได้อย่างแท้จริง

            4. จะต้องทำให้อาเซียนเป็นของประชาชน คือให้ประชาชนมีสำนึกรู้ถึงความเป็นเจ้าของประชาคมอาเซียนให้ได้ ที่ผ่านมา อาเซียนนั้นเป็นเวทีของข้อตกลงในภาครัฐบาลและข้าราชการระดับสูงเท่านั้น เมื่อมีความมุ่งหวังที่จะทำให้อาเซียนกลายเป็นประชาคม ก็ย่อมต้องมีการมีส่วนร่วมและการร่วมรับรู้ของภาคประชาชนด้วย 
5. จะต้องลดกำแพงภาษีระหว่างกัน รวมถึงการลดเงื่อนไขที่ไม่ใช่ภาษีระหว่างกัน เพื่อสร้างความไหลลื่นในการดำเนินการค้าขาย และการขนส่งสินค้าไปทั่วอาเซียน

            การตั้งความหวังที่จะเป็นประชาคมของอาเซียนนั้น เป็นภาพที่ดีที่ทำให้จินตนาการถึงกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีความเข้มแข็ง และมีอำนาจการต่อรองที่เข้มแข็งกลุ่มหนึ่งของโลกได้ รวมทั้งยังเป็นที่จับตาของกลุ่มประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งยังเกิดปัญหาติดขัด หรือยังไม่สามารถจัดการให้เป็นไปตามนั้นได้ จึงยังคงต้องดูกันต่อไปว่า ประชาคมอาเซียน ในปี 2015 นั้นจะเป็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่จะนำพาให้อาเซียนยิ่งใหญ่ดั่งที่ตั้งใจไว้ หรือเป็นเพียงแค่ฝันที่ไกลเกินเอื้อมที่ยังอยู่ห่างไกลความเป็นจริงกันแน่

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 22 December 2008 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
   
 
 
 English  Thai
 
 

การท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ

25 ส.ค.

สถานที่ท่องเที่ยวประเภทแหล่งวัตถุโบราณและวัด

 

 

 

 

 

 

วัดสระกำแพงใหญ่
นารายณ์บรรทมสินธุ์นอนตะแคงซ้าย และตัวนาคเป็นแบบบาปวน และที่เท้าของ
พระนารายณ์ จะมีศักติ 2 องค์ คือ นางลักษมี และนางภูมิ
  วัดสระกำแพงใหญ่
ปราสาทแห่งนี้ได้พบทับหลังประมาณ 9 ชิ้น และชิ้นที่สำคัญสันนิฐานว่าเป็นของปรางค์องค์ทิศเหนือ
เป็นรูปคชลักษมี ซึ่งไม่ค่อยพบในประเทศไทย การสลักเป็นรูปคชลักษมี หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ คชลักษมีมีลักษณะเป็นรูปช้าง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันและงวงประสานกันเป็นรูปวงกลมภาย
ในรูปพระนางลักษมี สำหรับหลังที่ปรางค์องค์ประธานจะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
และสำหรับทับหลังชิ้นอื่น ๆ เช่น พระกฤษณะประลองกำลังต่าง ๆ นา ๆ
  วัดสระกำแพงใหญ่
ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 บ้านสระกำแพงใหญ่ ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
ก่อสร้างประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ตอนปลายเป็นศาสนสถาน
ในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย และจากการพบเทพนพเคราะห์ชิ้นหนึ่งสันนิษฐานว่าใช้งาน
สะเดาะห์ ใช้วางอดกบัวแต่ละดอก และก็พบพระพุทธรูปนาคปรกองค์หนึ่งเป็นศิลปแบบนายน
จึงอาจสันนิษบานได้ว่าเมื่อพ้นสมัยศาสนาพราหมณ์ไปแล้วคือ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ที่เข้ามาปกครองแถบนี้ก็เปลี่ยนศาสนาจากศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธมหายาน
  กู่สมบูรณ์
อยู่บริเวณบ้านหนองคูใหญ่ ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นปราสาทสามหลังบนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปราสาทก่อนด้วยศิลาแลงร่วมกับอิฐ ก่อด้วยศิลาแลง
ด้านใน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวปราสาททั้งหมดล้อมรอบด้วยคูน้ำรูปเกือกม้าเว้นทางเข้า
ด้านทิศใต้ สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรณที่ 17 ปัจจุบันกรมศิลปากร
ได้ขึ้นทะเบียนและบูรณะซ่อมแซม ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ

สถานที่ท่องเที่ยวประเภทแหล่งธรรมชาติ

  ห้วยตะวัน
ห้วยตะวันอยู่ในเขตตำบลบึงมะลู ติดกับ ตำบลรุงเป็นห้วยที่เพิ่งค้นพบเป็น
ห้วยที่มีน้ำไหลลักษณะคล้ายน้ำตาก
  พลาญจำปา
มีเนื้อที่ประมาณ 184 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา เป็นที่ นสล.ของหมู่บ้านคลองทราย
หมู่7 มีพลาญหินกว้างใหญ่ สวยงาม มีพืชพรรณต้นไม้หลากหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมีเปิงหินที่สวยงามรูปทรงต่างๆ มีถ้ำและมีหน้าผา
จุดชุมวิวที่สวยยิ่งเหมาะแก่การพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของตำบลรุง ตำบลรุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
  อ่างเก็บน้ำห้วยตามาย
อ่างเก็บน้ำห้วยตามาย ตั้งอยู่ที่ ม. 2 บ้านตูมน้อย ต. ภูเงิน มีทัศนียภาพที่สวยงาม
มีบริเวณล้อมรอบด้วยทิวทัศน์อันสวยงามจะมีเรือชาวบ้านหาปลา มีปลาน้ำจืดหลายชนิด
  อ่างเก็บน้ำห้วยตามาย
ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 บ้านโนนจิก ตำบลกระแชง เป็นสถานที่พักผ่อนรับประทานอาหาร
ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
  หาดสำราญ
มีแหล่งน้ำธรรมชาติใสสะอาด ชายหาดสวยงาม มีจักรยานน้ำไว้บริการให้นักท่อง
เที่ยวชมธรรมชาติรอบ ๆ หาด ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการจัดการแข่งขันวอลเล่ย์
บอลชายหาด บรรยากาศเหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจตำบลโนนสำราญ
อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษส
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.